การบัญชีขั้นพื้นฐาน (Fundamental Accounting)
การบันทึกบัญชีเป็นเรื่องของทุกคน
บุคคลทั่วไปมักเข้าใจว่า การบันทึกบัญชีเป็นเรื่องของธุรกิจต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะเจ้าของธุรกิจหนึ่ง ๆ ย่อมต้องการทราบว่าเมื่อเขาได้ใช้เงินลงทุนในธุรกิจใด ก็ต้องการทราบผลของการลงทุนว่าเป็นเช่นไร มีกำไรหรือขาดทุนเท่าใด เพื่อจะได้พิจารณาว่าควรที่จะดำเนินธุรกิจนั้นต่อไป เงินที่ได้ลงทุนไปนั้นมากไปหรือไม่ ควรจะลงทุนเพิ่มเพื่อขยายกิจการหรือไม่ หรือควรจะถอนเงินลงทุนแล้วหันไปประกอบธุรกิจอื่นจะดีกว่าหรือไม่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว
การบันทึกบัญชีเป็นเรื่องของทุกคน เพราะอย่างน้อยก็เป็นการบันทึกเพื่อช่วยเราจำว่า ในวันเวลาที่ผ่านมา เราได้รับเงินมาจากใครบ้าง ได้รับเมื่อไร แล้วได้นำเงินเหล่านั้นไปใช้ทำอะไรบ้าง เงินที่ได้รับมานั้นเพียงพอต่อการใช้จ่ายของเราหรือไม่ มีเงินเหลือเก็บหรือไม่ ดังนั้น การบัญชีจึงเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา พ่อบ้าน แม่บ้าน ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ พ่อค้า แม่ค้า ตลอดจนข้าราชการ ลูกจ้างพนักงาน และบุคคลทั่วไป หลายคนคิดว่าตัวเองมีความจำดี แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อย้อนกลับมาคำนวณเงินที่ได้ใช้จ่ายไป บางครั้งนึกเท่าไรก็นึกไม่ได้ว่าเงินจำนวนหนึ่งนั้นเราเอาไปทำอะไร นั่นคือจำได้ไม่หมด หรือหลงลืมการใช้จ่าย บางอย่างไป บางครั้งนึกอยู่หลายวันกว่าจะนึกออก หรือบางครั้งนึกไม่ออกเลย แต่หากเราได้จดบันทึกเอาไว้ เมื่อนึกไม่ออกก็สามารถมาทบทวนจากที่ได้จดบันทึกไว้ได้ โดยไม่ต้องเปลืองสมองในการทบทวน นักเรียน นักศึกษา ควรจดบันทึกในรูปแบบของบัญชี ว่าในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ หรือแต่ละเดือนได้รับเงินมาจากผู้ปกครองเท่าไร มีเงินได้จากทางอื่นอีกหรือไม่ และได้นำเงินที่ได้รับมานั้นไปใช้จ่ายในการดำรง ชีวิตของนักเรียน นักศึกษาอย่างไรบ้าง หากมีการบันทึกไว้เป็นระบบ อย่างมีระเบียบ และมีการจำแนกประเภทของการใช้จ่าย ก็จะทราบถึงการใช้จ่ายของเราว่า เงินที่ได้รับมานั้นเราใช้จ่ายไปในทางใดบ้าง ใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ และหากมีความจำเป็นที่ต้องขอเงินจากผู้ปกครองเพิ่ม ก็จะได้มีหลักฐานให้ผู้ปกครองได้เห็นการใช้จ่ายเงินของเรา ว่าเราใช้เงินอย่างคุ้มค่าแต่ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ เพราะค่าอาหารแพงขึ้น เรียนชั้นสูงขึ้นต้องซื้อหนังสือและอุปกรณ์การเรียนที่มีราคาสูงขึ้น ค่าเช่าหอพักสูงขึ้น เป็นต้น หากเราบอกผู้ปกครองแต่เพียงเงินที่ได้รับมานั้นไม่พอใช้ แต่ไม่มีหลักฐานประกอบ เพราะไม่ได้จดบันทึกการใช้จ่ายเงินไว้ ผู้ปกครองอาจถามเรากลับมาว่าเงินที่ให้ไปนั้นเรานำไปใช้ทำอะไรบ้าง เราก็อาจตอบไม่ได้ หรืออาจตอบเลี่ยงไปเลี่ยงมา
พ่อบ้าน หรือแม่บ้าน ก็ควรมีการบันทึกรายการเกี่ยวกับรายได้ที่ได้รับมาว่ามีอะไรบ้าง เช่น จากการให้เช่าบ้าน จากการลงทุนในหลักทรัพย์ จากดอกเบี้ยเงินฝาก หรือจากการประกอบอาชีพส่วนตัว เข่น การเปิดสำนักงานทนายความ สำนักงานบัญชี หรือคลินิกแพทย์ เป็นต้น และบันทึกการใช้จ่ายภายในบ้าน เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าสิ่งของ อุปกรณ์และเครื่องใช้ในบ้าน ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์และเครื่องใช้ ค่าทำความสะอาด ค่าตกแต่งและดูแลสวนหย่อมภายในบริเวณบ้าน และบันทึกรายการที่นอกเหนือจากนั้น เช่น ค่าเล่าเรียนลูก ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าใช้จ่ายเพื่อสังคม ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ หลายบ้านมีการใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ที่ได้รับ หลายคนก็แก้ปัญหาโดยการมองหาช่องทางที่จะทำให้มีรายได้เพิ่ม เช่นการรับงานมาทำที่บ้าน ประดิษฐ์สิ่งของจากเศษวัสดุไปขาย หากมีฝีมือในการทำอาหารก็อาจจะทำอาหารปิ่นโตส่งตามบ้านก็ได้เกษตรกร หรือชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ก็ควรจัดทำบัญชีเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อมีการจ่ายค่าใช้จ่ายในการทำนา ทำสวน ทำไร่ เช่น ค่าปรับพื้นที่ก่อนการเพาะปลูก ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ากล้าไม้ ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลงค่าระบบน้ำ ค่าจ้างคนงาน ค่ากำจัดวัชพืช เป็นต้น เกษตรกรบางคนอาจต้องเช่าที่เพาะปลูก ก็มีค่าเช่าที่ด้วยเมื่อได้พืชผลก็นำไปขายเป็นรายได้ของตน ซึ่งจำนวนเงินที่ได้รับมักจะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คุณภาพของผลิตผลที่ได้ กลไกทางการตลาด และช่วงเวลาในการนำผลิตผลไปขาย เมื่อนำเงินที่ได้รับจากการขายผลิตผลมาหักกับค่าใช้จ่ายที่ใช้ไป ผลรับก็คือ รายได้สูงกว่าค่าใช้จ่าย หรือค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ นี่ยังไม่ได้รวมค่าดำเนินการของตนเอง (ค่าจ้างตัวเอง) ซึ่งอาจจะคำนวณได้จาก หากนำเวลาที่ใช้ไปในการเพาะปลูก ไปรับจ้างทำงานให้บุคคลอื่น จะได้รับค่าจ้างเท่าใด หากนำส่วนนี้มาคำนวณด้วย ก็จะเห็นผลว่า ควรจะทำการเกษตรต่อไป หรือควรจะขยับขยาย ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างสำหรีบพ่อค้า แม่ค้าที่ขายของในตลาด เช่น ขายผัก ขายผลไม้ ขายเนื้อสัตว์ ขายอาหาร และขายเครื่องปรุงต่าง ๆ ก็สมควรที่จะมรการจดบันทึกการประกอบการของตยเป็นรายวัน ว่าในแต่ละวันได้จ่ายเงินเพื่อนำสินค้ามาขายเป็นจำนวนเท่าใด และขายได้เท่าใด หากขายสินค้าหมดในแต่ละวันก็สามารถทราบผลกำไรหรือขาดทุนในแต่ละวันได้ แต่ถ้าสินค้าที่ซื้อมาขาย ขายไม่หมดและสามารถนำไปขายได้ในวันถัดไป การได้เงินจากการขายในแต่ละวันหักค่าใช้จ่ายประจำวันแล้ว ยังไม่ถือว่ามีกำไรหรือขาดทุนจากจำนวนเงินที่นำมาหักกัน ทั้งนี้ เพราะสินค้าที่เหลือและนำไปขายในวันถัดไป ถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนของสินค้าที่ซื้อมาขายในวันก่อนหน้านั้น ดังนั้น หากต้องการหากำไรในแต่ละวัน จะต้องนำต้นทุนของสินค้าที่เหลือมาคำนวณด้วย ซึ่งจะอธิบายอย่างละเอียดในบทที่ 4
Click ไปสู่บทที่ 1 การบันทึกบัญชีสาหรับนักเรียน นักศึกษา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น